ตำราดูคนของจูกัดเหลียง 7 ข้อที่ทำให้รู้นิสัยคนได้แม้ไม่ตั้งดวงจีน 诸葛亮.将苑·知人性
- หมอซินแส

- 22 พ.ย. 2567
- ยาว 3 นาที
อัปเดตเมื่อ 29 ก.ย. 2568
หากท่านไม่มีความรู้โหราศาสตร์ หรือดูดวง ไม่เป็น 7 หัวข้อด้านล่างนี้อาจช่วยให้เห็นนิสัยใจคอ หรือรู้จักคนๆนั้นได้ดีขึ้นได้ 7 อย่างนี้ได้แก่
1.ดูคนรู้คนได้เมื่อเขา เหนื่อย 2.ดูคนรู้คนได้เมื่อเขา หิว 3.ดูคนรู้คนได้เมื่อเขา ง่วง 4.ดูคนรู้คนได้เมื่อเขา ความร่วง 5.ดูคนรู้คนได้เมื่อเขา มีความรัก 6.ดูคนรู้คนได้เมื่อเขา อำลา 7.ดูคนรู้คนได้เมื่อเขา อำนาจ
เหนื่อย หิว ง่วง ร่วง รัก อำลา อำนาจ
สถานการณ์ทั้งเจ็ดนี้ จะทำให้ท่านทั้งหลายได้เห็นเบื้องลึกของใจ หรือเห็นอุปนิสัยใจคอของคนได้ ปรัชญาจีนโบราณกล่าวไว้เมื่อคนเราได้มาหรือได้พบสิ่งเช่นว่า หรือ เราเองนั้นหละเป็นผู้ให้สิ่งเช่นว่าแก่เขา เช่น จากคนไม่มีอำนาจเราให้อำนาจ หรือเราให้เงิน นิสัยใจคอแท้ๆ ของเขาหลายอันก็จะปรากฎออกมาให้เราได้เห็น บางนิสัยเราอาจจะรู้หรือคะเนได้อยู่แล้ว บางนิสัยเราอาจจะยังไม่เคยได้รู้มาก่อนเลย การจดจำ 7 ข้อนี้เอาไว้ช่วยเราได้พอควรทีเดียว ในการที่เราจะได้รู้จักคนมากขึ้น หรือเลือกคบคนได้ แต่ต้องทำใจเอาไว้สักหน่อย เพราะหลังจากการผ่านข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อใน 7 กรณีนี้ เรียกได้ว่าเป็นบททดสอบก็จริงอยู่ แต่คุณอาจต้องเสียคนๆนั้นไป หรืออาจจะไม่กล้าคบใครต่ออีกก็เป็นได้
ที่มาเรื่องนี้ในความทรงจำของผม มากจากคำพูดของครูใหญ่ที่โรงเรียนของผม มักจะพูดกับเด็กๆนักเรียนตอนที่ต้องทำงานหนัก เพราะโรงเรียนจีนของพวกเราสมัยก่อน ครู นักการภารโรง และนักเรียน ต่างต้องช่วยกันทำความสะอาด จัดสถานที่ เพื่อทำกิจกรรมต่างๆ เดือนนึงอาจจะมีหนหรือสองหน บางทีไม่ได้ทานข้าวเที่ยงตรงเวลา บางทีทำให้เลิกงานค่ำ บางทีต้องมาโรงเรียนวันเสาร์อาทิตย์ เชื่อว่าครูใหญ่ คงอยากให้ข้อคิดเป็นกำลังใจ และอยากให้เราทบทวนพิจารณาตนเองไปในตัว ว่าเมื่อเราเหนื่อย เราหิว เราจะแสดงตัวตนของเราออกมาอย่างไร ในทางกลับกันที่ดี เราควรจะประพฤติตนหรือควบคุมตนเองอย่างไรด้วย ภายหลังได้อ่านหนังสือแล้วพบว่า คล้ายกับเนื้อหาตอนหนึ่งใน จดหมายเหตุสามก๊ก ค้นคว้าแล้วคือ บทที่ 35: ตำราเรื่องราวความรู้แห่งจูเก๋อเลี่ยง (จูกัดเหลียง - ขงเบ้ง) ชื่อจีนว่า 三国志·蜀书·诸葛亮传 ซาน กั๋ว จื้อ สู่ซู จูเก๋อเลี่ยงจ้วน ซึ่งเป็นหนังสือคนละฉบับกับ ละครนิยายสามก๊ก ที่เรารู้จักกันในตัวละครที่มีชื่อสำคัญ ในบันทึกทางประวัติศาสตร์ดังกล่าว เล่าว่า ขงเบ้งเขียนบทความเกี่ยวกับการใช้ชีวิต การปกครอง การรบ และศิลปะการรู้คนไว้หลายบท หนึ่งในนั้นคือ "การรู้คน" (จือ เหยิน知人) หรือบางครั้งเรียกว่า "ตำราดูคนของจูกัดเหลียง" 诸葛亮《将苑·知人性》จูเก๋อเลี่ยง เจียงเยวี่ยน จือเหยินสิ้ง
ปรัชญาการดูคน 7 ประการของจูกัดเหลียง (诸葛亮 - จูเก๋อเลี่ยง) มีดังนี้
"夫知人之性,莫难察焉。美恶既殊,情貌不一。"
(การรู้จักนิสัยใจคอของคนนั้น พิจารณาได้ไม่ยากเลย เพราะความดีความชั่วแตกต่างกันมีจุดเด่นชัดเจน รูปลักษณ์ภายนอกกับจิตใจภายในนั้นไม่เหมือนกัน)
ขงเบ้ง ได้เสนอวิธีการสังเกต 7 อย่าง (สนทนากรณี 7 ประการ):
1."问之以是非而观其志" - สนทนาเรื่องราวแล้วถามให้พิจาณาว่าถูกหรือผิด เพื่อดูแนวความคิด
2."穷之以辞辩而观其变" - ใช้คำถามหรือบททดสอบยากๆฉับพลัน เพื่อดูความพลิกแพลง ความคิดสร้างสรรค์
3."咨之以计谋而观其识" - ปรึกษาหารือระดมความคิดอ่าน เพื่อดูความรู้ที่สั่งสมมา
4."告之以祸难而观其勇" - บอกกล่าวว่าจะต้องพบกับความยากลำบาก เพื่อดูความกล้าหาญ
5."醉之以酒而观其性" - มอมเหล้า เพื่อดูนิสัยใจคอส่วนตัว
6."临之以利而观其廉" - เสนอผลประโยชน์ เพื่อดูความซื่อตรง
7."期之以事而观其信" - มอบหมายงาน เพื่อดูความไว้เนื้อเชื่อใจรับผิดชอบ
ส่วน "การดูคนตอน หิว ง่วง ร่วง รัก" สี่แบบที่ไม่ได้ระบุไว้ในหนังสือจูกัดเหลียงนั้น แต่นำมาจากคำพูดครูใหญ่ผมในความทรงจำ กับคำพูดผู้นำทหาร และประสบการณ์สิบกว่าปีที่ผ่านมาจากการสอบถามผู้รู้และสังเกตต่างๆ ก็เป็นหลักการเดียวกันสามารถนำมาปรับใช้ได้ คือการทดสอบคนในยามที่เขาขาดแคลนหรือมีความต้องการ (หิว ง่วง ร่วง รัก) เพื่อดูว่าเขาจะประพฤติตนอย่างไร ควบคุมตนเองได้หรือไม่ ยังรักษาคุณธรรมไว้ได้หรือไม่ ซึ่งสอดคล้องกับหลักปรัชญาขงเบ้งโดยรวม โดยเฉพาะข้อ 6 "临之以利而观其廉" ( เสนอผลประโยชน์ เพื่อดูความซื่อตรง) ก็คล้ายคลึงกันในแง่ของการทดสอบเมื่อบุคคลมีสิ่งที่ต้องการหรือปรารถนาอย่างแรงกล้าในสิ่งใดๆ ไม่ว่าด้วยใจสมัครรักนิยม หรือด้วยการถูกบีบบังคับจากบุคคลหรือสถานการณ์ก็ดี
ในข้อ 5 ขงเบ้งเสมอวิธีการมอมเหล้า เพื่อให้คนขาดสติ ขาดความยับยั้งชั่งใจ จะได้เห็นนิสัยใจคอ กรณีนี้เป็นสิ่งที่แม่ทัพนายกองสมัยโบราณก็ใช้กันมา ทั้งต่อคนของตนเอง และต่อข้าศึกเชลย อีกทั้งใช้กับตนเอง ท่านอาจสงสัยว่า มอมเหล้าตนเองทำไม ก็เพื่อการฝึกควบคุมเมื่อยามใดที่ตนเองอาจเพี่ยงพล้ำถูกจับนั้น แต่วิธีการดังกล่าวมองในทางโลกหรือทางกลยุทธอาจจะได้ผลดีมาก อันที่จริงแล้วไม่ใช่เลย ในปัจจุบันคนทั้งหลายก็ยังใช้วิธีการนี้อยู่แต่แยบยลขึ้น ด้วยการชวนกันไปร้านอาหาร ที่เริงใจ เที่ยวกลางคืน หรือเสพอะไรๆด้วยกัน เช่น ของเมาหรือยาเสพติด สิ่งเหล่านี้อาจจะทำให้เรารู้ความเครียด ความคิด และก้นบึ้งของกันและกันหากเราทานด้วยกัน แต่ก็ไม่ได้มาซึ่งความจริงใจ ที่ร้ายคือ ผลแห่งบาปกรรมที่เราทำนี้ก็จะทำให้ ผู้มอมเหล้า มอมยา หรือยาพิษ ต้องรับความไม่ดีจากการชักชวนนำพาอบายมุข หรือ เบียดเบียนทำร้ายชีวิตคนทั้งทางตรงทางอ้อม ในศีลข้อ 1 ต่อให้เราไม่ได้กระทำหรือร่วมกระทำแต่เข้าไปอยู่ในวงนั้น ความจริงใจจะหามาแต่ไหน และอย่าคิดว่าจะได้รับความจริงจากคนเมา เพราะคนดีเมื่อสร่างเมาก็อาจจะสร้างตนใหม่ หรือเลิกคบเราไป คนร้ายที่เมาพอสร่างก็อาจจะไม่หยุดความร้ายกาจหรือเห็นแก่ตนคดข้องอในกระดูกที่แอบซ่อนไว้ เราผู้ซึ่งทำให้คนอื่นประมาทด้วยสารเหล่านี้ อาจเป็นผู้ประมาทอย่างยิ่งเองมากกว่าเขาด้วยอีก อย่างน้อยๆ ก็ประมาทว่าเรามีความรู้และรู้มาจากชนโบราณที่คนทั้งหลายนับหน้าถือตา แต่กระนั้นก็ไม่ได้ลบหลู่คุณท่านขงเบ้ง เนื่องจากบริบทที่สอนในยุคสมัยที่ศีลธรรมยังไม่แพร่หลาย หรือเป็นช่วงรบทัพสงคราม การทำอะไรเพื่อชนหมู่มาก แต่ตนเองยอมบาป มีมากมายในสังคมจีนตั้งแต่บรรพ์ จะเรียกว่าความเสียสละก็ย่อมได้ แต่เมื่อท่านได้เป็นคนรุ่นหลังเล่าเรียนเรื่องราวเห็นต้นชนปลายทางแล้ว ก็ขอให้พิจารณาให้ดี อย่าเสียสละจนเสียตนเสียจริต
จากหัวข้อข้างต้น อธิบายขยายความในเชิงปฏิบัติ ดังนี้
1.ดูคนรู้คนได้เมื่อเขา เหนื่อย (หรือพึ่งหายเหนื่อย)
2.ดูคนรู้คนได้เมื่อเขา หิว (หรือตอนได้กิน ตอนตักอาหาร)
3.ดูคนรู้คนได้เมื่อเขา ง่วง (ตอนตื่นนอน ตอนอดหลับอดนอน)
4.ดูคนรู้คนได้เมื่อเขา ความร่วง (คือเมื่อประสบภัย หรือเมื่อเจออะไรที่ไม่คาดว่าจะได้เจอมาก่อน)
5.ดูคนรู้คนได้เมื่อเขา มีความรัก (ตอนมีความรักต่อคน และตอนได้ของที่รักที่พอใจ)
6.ดูคนรู้คนได้เมื่อเขา อำลา (ตอนที่อะไรๆในชีวิตถดถอย และตอนที่อำลาจากกัน)
7.ดูคนรู้คนได้เมื่อเขา อำนาจ (ตอนที่มีฐานะต่อกันมีอำนาจ กับตอนที่แรกรู้จักกัน)
ข้อควรระมัดระวังคือ หากเขาได้รับความเดือดร้อนจากกรณีเช่นว่า ก็ไม่ควรจะดีใจ หรือเฝ้าดูต่อไปสักระยะอย่างไม่ได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือให้ทันกาล หรือช่วยแก้ปัญหาให้อย่างที่คนดีหรือเพื่อนมนุษย์ควรทำต่อกัน กลับรู้สึกว่าได้ศึกษาคนๆนั้นหรือกำลังอยู่ในช่วงทดสอบ เขาจะได้ร้ายหรือเกิดปัญหาขึ้นก็จะมองดูอย่างห่างๆเพื่อให้เห็นนิสัยแท้จริง ขอกล่าวว่าไม่ควรทำเช่นนั้นเลย ควรมองดูแล้วทำความเข้าใจไปพร้อมๆกับการช่วยเหลือ ยื่นมือ หรือเสียสละไปด้วย ขอให้เชื่อว่า นิสัยใจคอคนเรานั้นหากได้รับการศึกษาอบรมมาดีหรือหากกายและใจพร้อมเมื่อเหตุการณ์หรือโอกาสใดๆ เข้ามาก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ทางร้ายหรือดี และถ้าหากเป็นสถานการณ์ที่ดีๆ เขาก็สามารถเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีได้ แต่อย่าเอาตัวไปทุ่มเท หรือผสมโรงกับเขามากเกินไป หรือให้ความช่วยเหลือกระทั่งออกความเห็นใดๆที่จะทำให้ ตัวเขาเองนั้น ทำตามเรา แทนที่จะเลือกทำจากการใคร่ครวญระวังดีแล้วของตัวเขาเอง
ดังนั้นแล้วการที่เราหรือใครสักคนก็ตาม จะ
ดูเหมือนไม่ฉลาดไม่ทันคนบ้าง ยอมบ้าง ปล่อยบ้าง ลืมบ้าง
ช่วยเหลือตามสมควร และมีน้ำใจพร้อมให้อภัย จะเป็นสิ่งที่พัฒนากลับเข้ามายังดวงชีวิตของท่านได้ด้วย คือเติมบุญเพิ่มบารมีให้มากกว่าเติมความรู้ดาษดื่นที่อาจคิดว่าตนเองตื่นแต่จริงๆกำลังตื่นในฝัน คือ รู้หรือใฝ่รู้ไปในสิ่งสารพันแต่ใจไม่ทันต่ออารมณ์ความรู้สึก ถูกความรู้ ผู้รู้ ชักนำไปต่างๆนานา หรือ ขวนขวายไปในทางใช้สิ่งที่ตนรู้มาไปลองผิดลองถูกแล้วอ้างว่าจะได้รู้เพิ่ม เหิมเกริมที่มีบุญนำพาให้ได้เจอครูอาจารย์ผู้รู้ตำรา แต่เปิดดูเล่นไปไม่กี่หน้า หรือไม่ให้ความเคารพเท่าที่ควรแล้วร่ำเรียน หรือร่ำเรียนเอาแต่เคารพไหว้กราบตั้งแต่งพิธีการต่างๆ แต่ไม่เอาแก่นสารไปศึกษาให้แม่นยำ พร่ำท่องให้ขึ้นใจ ปรับใช้ให้เกิดประโยชน์อันเป็นแก่นของการเรียนรู้ มากกว่าหนักกว่าคือกล่าวกับตนว่าไม่อยากรู้อะไรมีเท่านี้ก็มากหรือยากจะเกินพอ พอเรียนพอหาอะไรยาก คนอื่นก็หายากกลับเอามาตั้งราคาลิ่วสูงเป็นแต้มต่อ ว่าของหายากเรียนยากเช่นนี้หนอ ต้องทุ่มเทเวลากายใจทุนอันมากตรากยากอยู่นาน ควรแก่การโก่งราคาค่าแรงค่าตัวเพื่อให้สมแก่ที่ได้สะสมมา ไม่ได้พิจารณาว่าแต่นี้ไปหรือภายหน้าตนเองมีค่าหรือปัญญาพิจารณาควรแก่การได้รับให้สมค่าเกียรติค่าความไว้ใจหรือค่าวิชาเช่นว่าหรือไม่ เพราะเสือกระดาษบางทีก็ลำพองใจหาได้เข้าใจถ่องแท้พลิกแพลงได้เพราะจำไม่ได้หมด ลดทอนย่อย่นสารพัดความรู้ หนักไม่เอาเบาก็ไม่สู้ครูหรือครูไม่สู้ตูก็จะวัดกันด้วยลำแข้งของเงินตราที่ไหลนองชื่อเสียงที่ไหลมา ว่าใครมีมากกว่าก็ย่อมรู้ชัดกว่า แม่นยำกว่า ดีกว่าแน่นอน นิ่งนอนใจแต่จริงๆชีวิตไหลไปทางต่ำ เพราะย่ำอยู่กับของง่าย คายแต่วิชาธรรมดา เป็นอาคมอันคมในฝักที่สลักหลวม เมื่อคนทั้งหลายชอบความง่ายและกำกวมก็บูชาความไม่รู้ ผู้รู้ดีและใฝ่เพียรเรียนขยันไม่ควรย่อท้อว่าชาตินี้หนอทำไมเรียนรู้แสนยาก เครียดคั้นกลั่นแกล้งหรือจำแลงกรรมเก่าที่แถลงอย่างเถลิงเพลินในความรู้ชูคอในอำนาจยังอาจดูหมิ่นคนไม่รู้มากมายมาสนองให้ต้องทางหนที่มืดมนเช่นนี้ จะไปไหนที มีชื่อเสียง ได้ลาภอย่างเขาก็ลำบากฤาหนอเราจะไร้วาสนาอย่างที่ควรเป็น แต่เพียงชนเช่นความรู้อำพาก็อำไพ คือเป็นกอเป็นเหล่าขึ้นมาให้ได้ใส่ใจและดีใจว่ารู้มาไม่ผิด กับความลิขิตเดิมเติมไว้ให้ได้เห็นว่า สิ่งที่ร่ำเรียนมามีค่ากว่าทอง ขอให้ตรึกตรองให้ดี หามิตรไมตรีวางที่ไว้ใจให้ได้มาช่วย เมื่อเรามีมากย่อมไม่ยากนานดอกแต่อย่าจนตรอกเพราะไม่ไว้ใจใคร ให้หัดรู้ดูอาศัยออกปากหาเพื่อนยากที่อาจหาไม่ยากเพราะเราไม่พูดเอ่ยเปรยขึ้นเฉยๆ ว่า ช่วยหนอช่วยหนอ แต่ไม่ต้องรอช่วยตู ขอให้ตูและสูช่วยกันในการนำพาให้เราทั้งสองเจริญ คือฝ่ายหนึ่งได้ช่วยเหลือคนมีความรู้ ฝ่ายหนึ่งก็ได้เลิกอดสูหม่นหมองว่าบัณฑิตหนอทำไมตกยาก เมื่อท่านทำอะไรไม่หวังเงินทองเสมอไป คนที่ท่านจะช่วยหรือมาช่วยท่านเขาก็ไม่ได้หวังจะแปลกอะไรเล่า เราทั้งหลายย่อมช่วยกันเช่นนี้มาแต่โบราณเกิดในโลกนี้นานมา
ในฐานะโหรจีน ก็ขอกล่าวไปยังกรณีศึกษาในผังดวงจีนโบราณสักหน่อยว่า
1.เมื่อท่านเข้าใจคนเหนื่อยคนหิว หรือช่วยเขา ช่องที่สามในดวงจีนก็ได้รับการปรับปรุงคุณภาพขึ้น
2.เมื่อท่านเห็นคนง่วง คนเกียจคร้านแล้วเข้าใจเขาช่วยเขา ช่องที่เจ็ดที่แปดในดวงจีน ก็ได้รับการปรับปรุงขึ้น
3.เมื่อท่านช่วยเหลือคนร่วง ช่องที่สองในดวงจีนของท่านก็ได้รับการปรับปรุงขึ้น
4.เมื่อท่านช่วยเหลือคนที่รักพัง หรือไม่รู้จักรักใคร ช่องที่ห้า ช่องที่สอง ช่องที่หก ในดวงชะตาท่านก็ได้รับการปรับปรุงขึ้น
5.เมื่อท่านช่วยเหลือคนขัดสนเงินทอง ช่องที่หนึ่ง ในผังดวงจีนของท่านก็จะได้รับการปรับปรุงขึ้น
6.เมื่อท่านช่วยเหลือคนให้หายบ้าอำนาจ หรือให้ได้รับอำนาจดีๆ ที่เขาสมควรได้ในความเป็นคนดีตั้งใจดี ให้ตำแหน่ง ช่องทุกๆช่องในดวงของท่านจะได้รับการปรับปรุงขึ้น โดยเฉพาะช่องที่สองและช่องที่สี่ ตรงนี้ท่านอาจจะเห็นว่า ทำไมการให้ อำนาจ ให้ ตำแหน่งแก่คนจะทำให้เราได้ยกระดับทุกๆช่องได้ในชะตาดวงจีนของเรา นั้นแปลว่า ก่อนจะให้อำนาจ ยศ วาสนาใครได้ ท่านและคนๆนั้นต้องมีความสามารถบางประการอยู่แล้ว และการกระทำเช่นว่านั้น ย่อมทำได้แก่คนที่ร่วมในหน่วยงานของท่านหรือร่วมงานกับท่านเอง ย่อมส่งผลกระทบหาทุกๆช่องในดวงชะตาอย่างจีนของท่านได้

กรณีข้างต้นเช่นว่านี้ ขอให้ท่านระลึกในใจเสมอว่า โหราศาสตร์ก็คือโหราศาสตร์ แนวทางเช่นว่าไม่ใช่ความจริงหรือเป็นไปตามความจริงที่ควรจะเป็นเช่นศาสนาของมหาปราชญ์บรมครูผู้สัพพัญญูสัมมาสัมพุทธะที่ท่านได้บำเพ็ญมากี่อสงไขยหวังแสดงพระธรรมจักรให้หมุนไปเข็ญสัตว์ออกจากทุกข์ที่ประกอบด้วยอัตตาเพราะไม่เห็นอนัตตาจึงเวียนวนในห้วงกี่หลายรอบสมัยภูมิภพไม่รู้สิ้นดุจเป็นอนัตตาในอนันตกาลให้เห็นว่ามีจุดจบของจักรวาลมหากว้างใหญ่นี้ ที่อาจหาได้ที่เล็กกว่ากายคือในกายเรานี้เอง ดังนั้น อะไรๆของโหราศาสตร์บางครั้งเป็นข้อจูงใจให้ทำดี ไม่ได้แปลว่า ทำลงแล้วจะแก้นั้นหรือได้นี่ตามความปรารถนาเหมือนท่านหลอกกระบือให้ช่วยไถนาด้วยหญ้าแค่ไม่กี่กรรม แต่งานที่กระบือนั้นภายใต้แรงคนนำไม่ว่าบ่นพร่ำพูดดีหรือตีบ้าง สร้างผืนข้าวไร่ในนาได้เป็นไร่ๆมากกว่าแรงคนนั้นทำเองเสียอีก เพื่อนยากเช่นนี้ต้องใช้กุศโลบายเข็ญ ปราชญ์ผู้ส่งภูมิแต่ช้านานก็ใช้วิธีการเช่นนี้เหมือนกัน สร้างผืนไร่ลงแปลงเป็น แผงยันต์ แผงดวงชะตา ให้กระบือเกลอยากผู้ที่ถูกตราว่าปัญญาน้อยแต่อันที่จริงสั่งสมรู้มาก็ไม่น้อยแค่ขาดคนนำทางให้ได้รู้ได้เห็น ระยะทาง ระยะขอบ ระยะย่ำ ระยะรั้ว พอจะเห็นข้างหน้าและที่ผ่านมาได้ลางๆ ไม่ได้หมายจะเอาให้ใครยึดเป็นวิถี เช่นการสังเกตดาวดวงเคลื่อนที่ก็ด้วยตาเนื้อแต่ไม่ได้ยินเสียง วิถีเหล่านั้นพอให้เห็นภาพได้บ้างนำทาง ผังดวง แผงยันต์ ทั้งหลายก็ให้มีทางเช่นว่านี้ คนตาดีย่อมหาทางของตนๆเจอในสักวัน แต่มีไว้ก็ดีกว่าให้หลงทางงมทางขามขื่น ท่านเมตตากลัวลูกหลานจะผ่านคืนวันไปเปล่าก็ยกคืนวันมาเป็นเรื่องราวปฏิทินมีดาวดวง ท่านห่วงลูกหลานจะเดินผิดก็เอาแผงทิศมาให้คิดความหมาย แต่ไม่ใช้คว่ำหงายเช่นตอนนี้ เอาเส้นเอาแวงมาขีดแยงยุบยับยากกว่าจับแมงมุมในตาข่าย หวังเส้นตรงใดเล่านายหรือทิศเหนือใต้เท่าเข็มจะบอกประเด็นเด่นดวงหรือร่วงดับ คนเราเดินนั่งนอนเป็นเส้นตรงหรือหาไหน ทำไมต้องแบ่งแปดทิศเก้าช่องเท่ากัน ท่านแค่ให้เอาไว้ให้ตาส่อง เพราะตาเรามองเป็นเส้นตรง แต่หูกลับไม่ธำรงค์เส้นตรงอย่างตาว่า แค่นี้หนาสองเกลอผู้เป็นใหญ่เรียกทวารบาลบานประตูคนเราก็ทะเลาะกันเสียแล้วนั้นหรือ วิชาเช่นว่าจึงเอาตาและหูเป็นใหญ่ กำหนดจุดกลางบ้านหรือกลางที่ใดๆ จึงเอาจุดที่ยืนมองแล้วได้เห็นกว้างขวางทั่วไปเป็นจุดใหญ่มากกว่าจะหาเส้นใดๆมาขีดเขียนแค่เพียงเป็นกระแสกากบาทไขว้กัน เส้นแบ่งทิศแต่ละทิศมาไขว้จะหามีพลังอันใดได้ก็แค่ทิศทั้งสี่ทั้งสองจะมากำหนดครรลองอีกสี่อีกแปดได้หรือ กายใจเราอันมีระยางแขนขาเหล่านี้ ยังหาได้ลากเส้นจากปลายขามาหาปลายแขนไขว้ตัดกันเพื่อหากลางกายเลยก็หาไม่ หัวใจ สมอง อยู่ที่ใด ที่นั่นสมควรเป็นกลางคนเพราะชี้เป็นตายได้ บ้านหรืออาคาร ผังดวงหรือแผงยันต์ก็เช่นเดียวกันนั้นเอง เพราะร้อยเส้น ดวงใจ กลางจักรวาลบนอากาศ และผืนดิน กับ กลางท่ามในเวลาใดๆเอาไว้ด้วยกัน ณ ตอนที่เรามองหรือพิจารณ์สังเกตจดจารลงเขียนบนแผงเช่นว่านั้นเอง
จากนี้ จะขอกล่าวถึง เกณฑ์ชะตาในโหราศาสตร์จีนนั้น มีกลุ่มดาวพิเศษ หรือ ที่เรียกว่า ซิ้งส่วะ 神煞 (เสินซ่า) ที่น่าสนใจในกรณีที่มีความเก่งกาจ หรือมีใน ดวงชะตาใครแล้วจัดว่าเป็นดวงดี กลับมีข้อร้ายที่ต้องรับไว้ด้วยตามมานั้น ได้แก่
1.เกณฑ์ชะตามี ดาวหัวไก้ - ดาวฮั่วไก่ 華蓋 ดาวดวงจีนที่ฉลาดเจิดฟ้า บ้างว่าเป็นดาวขุนนางมียศ มีชื่อเสียงปรากฎเกรียงไกร แต่อยู่ร่วมกะใครก็ไม่ได้
2.เกณฑ์ชะตามี ดาวเจียงซิง ดาวเกียงแซ 將星 ดาวดวงจีนที่มีกลยุทธ บริหารใครก็ได้ แต่ต้องเป็นคนบุกเบิก รับหน้าสื่อเองทุกรอบ
ผู้มีดาวหัวไก้ เป็นได้คือ รอง และที่ปรึกษา ส่วนใหญ่ผู้กุมอำนาจได้ ในผังดวงชะตาแบบจีนต้องมี ดาวเจียงซิง
เฉียวจื้อยง มหาเศรษฐีจีนโบราณสมญาเลี่ยงไฉจู่ คือ ผู้มั่งมีที่มีกลวิธีอันเอกอุเพื่อหาทรัพย์และบริหารทรัพย์ได้ ก็ยังยืนยันหลักการ 用人不疑,疑人不用 ย่งเหยินปู้หยี หยีเหยินปู้ย่ง คือ
ใช้คนต้องวางใจไม่คลางแคลงเขา
หากคลางแคลงใครก็อย่าได้ใช้อย่าได้สมาคม
เพราะทุกคนนั้นล้วนแต่มีช่วงเวลาที่อาจเห็นผิดเป็นชอบ หรือ เผลอสติตอนที่ได้เจอกันสิ่งที่ดีมากๆ หรือสิ่งที่ทุกข์เอามากๆ
หมอซินแส 24/4/2559


ความคิดเห็น